posted on 28 Dec 2008 00:17 by simplifolk
(คัดลอกเรื่องและภาพมาจากบล๊อกใครในโอเคเนชั่นด็อทเน็ท)
บ่ายแก่ๆวันนี้ ได้พบเห็นเรื่องด่วนอย่างยิ่ง สำคัญกับชีวิตของสาธารณชนคนหมู่มากทีเดียวเชียว
พี่น้องเอ๊ย กรรมการพัฒนาตลาดเอ๊ย .....
ช้างครับช้าง ที่เดี๋ยวนี้นิยมเรียกอย่างมีสร้อยนามแสดงสถานภาพ
อันฉกรรจ์และทันสมัยว่า Homeless Karn-Kluey
ช่วงสองเดือนมานี้มีคนเลี้ยงช้างวัยรุ่นไม่ฉกรรจ์จูงก้านกล้วยบ้าง ต้นกล้วยบ้าง
เข้ามาตามซอยในตลาดสามชุกแทบว่าจะทุกสัปดาห์
"เลี้ยงช้างมั้ยคร้าบ .. .. ..เลี้ยงช้างมั้ยคร้าบ ... ..."
คนเลี้ยงช้างเดินหิ้วถุงก๊อบแก๊บใส่แตงกวาบ้าง
อ้อยควั่นเป็นท่อนยาวราวฝ่ามือบ้างแค่หนึ่งกอบมือ มูลค่า ๒๐ บาท
และชูเร่หาคนใจบุญตามบ้าน ร้านค้า และคนเดินเที่ยว
พวกเขาไม่ได้ตื๊อ และไม่ได้ก่อความรำคาญแต่อย่างใด
ใครไม่ตอบสนองที่จะช่วยเลี้ยงช้าง พวกเขาก็พาเดินต่อไปไม่โอ้เอ้
มีเสียงเห่าขรมบ้างจากหมาเล็กๆที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน
และได้กลิ่นสาบช้างที่ไม่คุ้นเคย
แต่ผมนึกได้เรื่องหนึ่งจากข่าวที่จำได้ว่า
ช้างไม่ว่าในป่าหรือที่เข้าเมืองมักตื่นแสงไฟแฝล็ชจากกล้องถ่ายรูป
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วถึงกับเหยียบพระจนมรณภาพ
อีกสองครั้งก็อาละวาดในตลาด เตะรถราที่จอดข้างถนนหน้าตึกแถว
นึกออกมั้ยครับว่าในบรรดาผู้คนที่เดินๆอยู่ในตลาดสามชุกนั้น
กว่าครึ่งจะถือกล้องถ่ายรูปมาด้วยเสมอ อย่างพื้นๆก็กล้องแบบ
ค็อมแผ็คท์ ดิจิต้อล และหลายวันนี้อากาศครึ้ม ขมุกขมัว ผมนั่งอยู่
ในบ้านหันหลังออกหน้าบ้านยังมีแสงสว่างแว้บสะท้อนเข้ามาที่ผนัง
ด้านในหลายหน
ยิ่งสามสี่สัปดาห์มานี้ มีคนมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาและทัศนาจร
ชมทัศนียภาพอันเป็นรากเดิมของตัวกันเนืองๆไม่เว้นแม้วันจันทร์ - วันศุกร์
ก็แปลว่าโอกาสเสี่ยงต่อความสูญเสียเมื่อช้างพเนจรเข้าตลาดนั้น
มีได้ "ทุกวัน" ไม่มีวันเว้น
ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ ผมพูดเรื่องนี้ลงมาทางอินเตอร์เหน็ต
ก็ถึงหูคณะกรรมการตลาดได้ดี และเร็วเช่นกัน
หรืออาจดีกว่าการเดินไปที่สำนักงานแล้วพบว่ากรรมการออกพื้นที่กันหมด
เดี๋ยวนี้ คนในตลาดที่มีขนาดพื้นที่ ๓๐๐ ก้าว X ๕๐๐ ก้าว
ส่งสารกันทางอินเตอร์เหน็ตเช่นไฮไฟ้ว์มัน "เวิ้ร์ค" กว่า
เป็นอย่างงี้ไปได้ไงไม่รุ
มันใกล้มือเหมือนโทรศัพท์มั้ง ...
... เออ แฮะ โทรศัพท์ โทรศัพท์ ทำไมเราลืมโทรศัพท์ ไปเสียได้
อ้า ... ... ก็อีกแหละ ที่จริง ผมก็ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของใครๆในตลาดเลย
เพราะไม่อยากจด ด้วยคิดทุกครั้งว่า ก็มันเดินไปบอกกันได้อยู่แล้ว
(แล้วก็ไม่ได้เดินไปอยู่ดี) เอ ... นี่ชีวิตผมมันมีเรื่องที่ย้อนขัดแย้ง (irony)
ไปซะหมดตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่ บางทีมันเกิดขึ้นเมื่อมีไอ้เครื่องคอมพิวเต้อร์
เข้ามาอยู่ในบ้านมั้ง
ตอนบ่ายที่ช้างเข้ามา ผมจะคว้ากล้องไปเก็บภาพแล้ว เพราะเห็นท้ายช้าง
สูงเกือบถึงระดับเล่าเต๊ง อีกสองฟุตเท่านั้น (ท้ายช้าง – ผมเปล่าสุภาพขึ้นมา
กะทันหัน แต่เค้าไม่เรียกตูดช้าง เค้าเรียกท้ายช้าง แต่ไม่รู้ผมจะมาบอกทำไม
ในบางโอเคนี่มีแต่คนเลยวัยเรียน อิอิ)
แต่เพราะไอ้ความที่คิดเรื่องแสงไฟแฝล็ชไว้นั่นแหละ เลยชะงัก
ไม่งั้นรอบๆบ้านผมน่ากลัวจะ "ราบ" ไปเป็นแถบ
หารูปท้ายช้างจากเหน็ตมาให้พักสายตาละกัน
(เนื้อที่โฆษณา) พี่น้องเอ๊ย ... .. หากคิวตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์รูปมังกรที่
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณฯมันต้องรอถึงสองชั่วโมงละก้อ ห้อมาแวะ
เดินเที่ยว กิน ดื่มน้ำหวาน ไอติม ที่ตลาดสามชุกเสร็จแล้วค่อยกลับไป
ตัดตั๋วเข้าชมยังทันนะ ผมว่า ฮ่าฮ่า ๕๕ ๕๕
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้าโมงเย็น วันที่ ๓๑ นี้ (เหมือนกระทู้ที่วางในนี้ปีที่แล้ว)
พ่อค้าแม่ค้าในตลาดจะเลี้ยงผู้มาเที่ยวหนึ่งมื้อใหญ่ ไม่จำกัดขนาดพุงครับ
เพียงซื้อชามตราไก่ + ถ้วยหูเซรามิค + แถมช้อน, ตะเกียบ รวม ๖๐ บาท
จากนั้นลุยเลยทั้งตลาด ร้านละคำสองคำ ตักชิมให้ครบคาวหวาน
เกินสองร้อยร้าน
ในภาพเป็นบรรยากาศปีที่แล้ว
edit @ 28 Dec 2008 00:33:13 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
edit @ 28 Dec 2008 00:45:59 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
posted on 07 May 2008 12:25 by simplifolk
I spoke to a lizard on the wall. His newly sprout was short and tan.“What a lucky creature you are! You get new tail after losing old one.”Immediately he replied, and irritably ….“You’ve talked only the initial and the result, but not what happens in the middle.If you accept me to fill it with fact, I would say… Ya know? I live every second with damned pain!”
ฉันพูดกับจิ้งจกบนผนัง หางที่เพิ่งงอกใหม่ของมันยังสั้นและดำคล้ำ
“สัตว์โลกอย่างแกมันโชคดี หางขาดแล้วก็งอกใหม่ได้”
มันสวนกลับมาอย่างอารมณ์เสียแทบจะทันควัน
“อะไรได้ ท่านก็พูดรวบหัวรวบหางเกินไป ถ้าจะให้ฉันพูดเนื้อหาตรงกลางลงไปนะ ฉันก็จะพูดว่า แล้วท่านรู้มั้ยล่ะว่าทุกวินาทีที่ฉันทนรอมันงอกเต็มเนี่ย มันปวดฉิบหายเลย”
ว่ากันว่าที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปสู่จุดที่หวังผลนั้นคือหยาดเหงื่อ การหลั่งเลือด และน้ำตา ทุพภิกขภัย ความพลัดพราก การจากไป ความเจ็บปวดระทมทุกข์ ได้แต่สงสัยใจว่าความขัดแย้งอย่างนองเลือดที่พูดกันบ่อยนั้นจะนำไปสู่ผลเช่นใดเมื่อกล่าวถึงวลีว่าใดใดในโลกล้วนอนิจจัง คงมีความหมายในระหว่างบรรทัดเช่นนี้ละหนอ
(ยังมีอีกคำหนึ่งในย่อหน้าที่สองที่ฉันไม่ได้ใส่ลงไป มันเป็นวาทกรรมผลิตสร้างที่ฉันยังไม่แน่ใจในความหมาย บทบาท และเจตนาแฝงฝังของมัน -คือคำ เสียสละ- แม้ว่าเพื่อนฉันจะได้จากไปเพื่อความหมายของคำนี้ในบริบทนี้มาแล้วก็ตามบางทีวลีต่อไปนี้จะมีความจริงมากกว่า จริงในระดับที่สูงกว่า .... ใบไม้ใบหนึ่งร่วงลงที่ราวป่า มีใครสังเกตเห็นก็หาไม่...... โลกก็เป็นมาอย่างนี้)
edit @ 7 May 2008 12:30:58 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
posted on 06 May 2008 19:43 by simplifolk
A beautiful green mango
Joyful sweet at origin on top
A bit sour at bottom
Its major body is average
มะม่วงดิบผลสวย
หวานมันที่หัวขั้ว ค่อนเปรี้ยวที่หาง
กลางผลเนื้อมากกว่าหัวหางมันหวานปะแล่ม
A beautiful and colorful world
Warm and hopeful at dawn
So mournful and tired at twilight
The day is average and defiant
โลกเราหลากสีสันสวยงามน่าอภิรมย์
อบอุ่นเปี่ยมหวังยามอรุณ
อ้อยอิ่งหม่นเศร้าเมื่อยามพลบ
กลางวันอันยืดยาวอลวนพยศรั้น
I came to this world with lots of hope
I have been trying my best to lead my life to fulfilment
And now I'm tired but never lose hope
Then I would die a little bitter and sad
ฉันลงมาสู่โลกนี้พรั่งพร้อมด้วยหวังดังอรุณ
มานะอุตสาหะให้ชีวิตเต็มคน
เพลานี้อ่อนล้าทว่ายังคงความหวัง
ที่สุดก็จักละจากไปปร่าขมและเศร้าสร้อย
Could I escape from fact of life?
จะหลีกพ้นความจริงแห่งชีวิตนี้ได้ฤๅ
However, I realise the fact that all my life
I ignore every whole night
Like I never taste another half of that mango
แต่อย่างน้อยฉันยอมรับว่าในชั่วชีวิต
ได้ละลืมทุกช่วงค่ำคืนมืดมิด
เหมือนที่ไม่คิดลิ้มรสอีกครึ่งผลมะม่วง
It's too dark to see
and may be too bitter to try
มันมืดมิดจนมองไม่เห็น
และอาจขมเกินกว่าจะลิ้มรส
edit @ 6 May 2008 19:49:50 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
edit @ 9 May 2008 00:45:39 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
edit @ 10 May 2008 17:24:42 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
edit @ 10 May 2008 17:25:42 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
edit @ 10 May 2008 17:36:48 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
posted on 03 May 2008 01:06 by simplifolk
เรือของเราคล้ายกับนิ่งอยู่ นิ่งราวกับขุนเขาตั้งตระหง่าน เพียงแต่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นโลก เรือของเราคล้ายนิ่งเงียบอยู่ในเวิ้งสมุทรของความเวิ้งว้างโล่งว่างไร้ขอบเขต สิ่งเดียวที่บอกได้ว่าเรือของเราไม่ได้อยู่นิ่งๆก็คือระยะห่างระหว่างเรากับโลกมันถ่างออกไปถ่างออกไป จนเหมือนผลส้มที่อยู่นิ่งอย่างนั้นเช่นกัน ฉันจะไม่ได้เห็นโลกอย่างนี้อีกแล้ว
Our ship seems to be still and silent, as constant mountain stands on earth. But it is not on earth. Our ship stays still within the borderless ocean of emptiness. The only thing that indicates our ship is not still is the longer and longer distance between us and the earth, and now it is like an orange at the end of rope far ahead. I realise that I will never see this world any more.
ในจักรวาลมีสิ่งเหนือความคาดหมายอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยสายใยที่มองไม่เห็น ฉันอาจได้กลับไปอีกในชีวิตถัดไป ในอัตภาพอันอื่น
Amidst borderless universe there be uncountable things beyond reason. May be, with invisible towing rope, I would return to there in next life and other self-form.
edit @ 3 May 2008 01:24:33 by ชาวบ้าน ร้าน ถิ่น
posted on 01 May 2008 20:07 by simplifolk
เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย
ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก